เคยสงสัยมั้ย? คนยุคโบราณเขาแปรงฟันกันยังไง (วิวัฒนาการแปรงสีฟัน)

Home / สาระความรู้ / เคยสงสัยมั้ย? คนยุคโบราณเขาแปรงฟันกันยังไง (วิวัฒนาการแปรงสีฟัน)

แปรงสีฟัน หรือยาสีฟัน เหมือนที่มนุษย์เราใช้กันอย่างทุกวันนี้ มนุษย์ในยุคโบราณยังไม่มีวิวัฒนาการ หรือเครื่องไม้เครื่องมือใดๆ ที่จะผลิตแปรงสีฟันออกมา น้องๆ เคยสงสัยกันบ้างมั้ยคะว่า คนยุคโบราณเขาแปรงฟันกันยังไง พวกเขาจะใช้อะไรในการแปรงฟัน?วันนี้เรามีคำตอบมาให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ

วิวัฒนาการแปรงสีฟัน

เคยสงสัยมั้ย? คนยุคโบราณเขาแปรงฟันกันยังไง (วิวัฒนาการแปรงสีฟัน)

แปรงสีฟัน เชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากเคี้ยวกิ่งไม้หอมบางชนิดของชาวบาบิโลเนียเมื่อ 3,500 ปีก่อนคริสตกาลและการใช้ไม้จิ้มฟันของชาวจีนประมาณ 1,600 ปีก่อนคริสตกาล พัฒนาเป็น chewstick ซึ่งเป็นขนาดเท่าดินสอ ปลายด้านหนึ่งถูกเคี้ยวจนกระทั่งกลายเป็นขนปลายอีกด้านหนึ่งถูกเหลาให้แหลมใช้เป็นไม้จิ้มฟัน ไม้ที่นำมาใช้มีทั้งข่อย (Siamese rough bush),คนทา( Blanco), สะเดา(Neem ), มิสวาก (Miswak)

จุดเริ่มต้นแปรงสีฟันในไท

จุดเริ่มต้นแปรงสีฟันในไทย : สมัยรัชกาลที่ 5 มีหลักฐานการนำเข้าแปรงสีฟันมาจำหน่ายในประเทศสยามแต่น่าจะใช้ในกลุ่มชาวตะวันตกด้วยกันเอง(สังเกตจากโฆษณาที่เป็นภาษาอังกฤษ) เมื่อการใช้แปรงสีฟันแพร่หลายขึ้นจึงเริ่มผลิตกันเองในประเทศ แปรงสีฟันตราธงคู่เป็นแปรงสีฟันเจ้าแรกผลิตในปี พ.ศ. 2481 โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด แปรงสีฟันไทย แปรงสีฟันด้ามแรกทำจากกระดูกวัว และ ขนหมู ผลิตในโรงงานเล็กๆย่านตลาดใหม่ นางเลิ้ง ที่ผลิตแปรงสีฟันได้เพียง 2 โหลต่อวันเท่านั้น ปัจจุบันคือบริษัทแปรงไทยแห่งแรก จำกัดกำลังผลิตถึง 4 แสนด้ามต่อวัน ผลิตแปรงสีฟันของบริษัทเองและรับผลิตภายใต้แบรนด์ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก

วิวัฒนาการแปรงสีฟัน อดีต-ปัจจุบัน 

พ.ศ.1162 – 1450: แปรงสีฟันยุคแรกมีต้นกำเนิดจากจีน ปรากฏหลักฐานในยุคราชวงศ์ถัง (พ.ศ.1162 – 1450) ใช้ขนด้านหลังคอหมูไซบีเรียนมัดติดกับด้ามไม้ไผ่ หรือ กระดูกถูกนำไปสู่ยุโรปโดยนักเดินทางและพ่อค้า

พ.ศ. 2323 : แปรงสีฟันผลิตเป็นอุตสาหกรรมครั้งแรก ที่ประเทศอังกฤษ พ.ศ.2323 โดยนายวิลเลียมแอดิ

วิวัฒนาการแปรงสีฟัน อดีต-ปัจจุบัน

เคยสงสัยมั้ย? คนยุคโบราณเขาแปรงฟันกันยังไง (วิวัฒนาการแปรงสีฟัน)

พ.ศ. 2481 : แปรงสีฟันผลิตเองในไทยรุ่นแรกๆ ประมาณ พ.ศ.2481 โดยโรงงานแปรงไทยแห่งแรก ทำจากกระดูก และขนหมู และหลังจากที่ไนล่อนถูกคิดค้นได้ในห้องปฏิบัติการ Du Pont ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2480 แปรงสีฟัน Dr.West’s รุ่น “Miracle-Tuft” เริ่มใช้ขนไนล่อนแทนขนหมูเป็นครั้งแรก ในปี 2481

พ.ศ. 2497: แปรงสีฟันไฟฟ้ารุ่นแรก“Broxodent” ประดิษฐ์ ในสวิตเซอร์แลนด์ พ.ศ.2497 โดย Dr.Phillipe Guy Woogแต่ไม่ได้วางจำหน่าย จนใน พ.ศ.2506 บริษัท Squibb ในสหรัฐอเมริกา จึงผลิตออกจำหน่ายครั้งแรก การทำงานของแปรงไฟฟ้ารุ่นแรกๆ มี 2 แบบ คือ แบบสั่นสะเทิอน ( vibration) และแบบหมุนสั่น(rotation-oscillation )แปรงสีฟันไฟฟ้าที่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound ) เริ่มมีใน พ.ศ.2525 ยี่ห้อแรกคือ Ultrasonex ปัจุบันมีการเพิ่มคลื่นเสียงร่วมไปด้วย

พ.ศ. 2546: Crochran reviews พ.ศ.2546 รายงานว่า แปรงสีฟันไฟฟ้าส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพไม่ต่างจากการแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันธรรมดา ยกเว้นที่มีการทำงานแบบหมุนสั่นเท่านั้นที่ดีกว่าเล็กน้อย โดยประสิทธิผลของแปรงสีฟันไฟฟ้าไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับชนิดของการทำงานและการใช้งานที่ถูกต้อง แต่ยังขึ้นกับหัวแปรงที่ยังอยู่ในสภาพดีด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้การแปรงฟันของชนชาติต่างๆ ยังมีความแตกต่างกันออกไปดังนี้ค่ะ 

ชาวอียิปต์โบราณ ใช้เปลือกไข่ไก่เผา ผงหินเหล็กไฟ หินป่น น้ำผึ้ง และยาเมอร์ (ยาขับลมที่เป็นส่วนผสมของน้ำยาบ้วนปาก) มาผสมกันเป็นยาสีฟัน และปรงฟันด้วยนิ้ว หรือไม้ลักษระคล้ายไม้จิ้มฟัน

สำหรับคนยุคกลาง ใช้กระดูกสัตว์ หรือเปลือกหอยบดผสมน้ำผึ้งแล้วทำให้เค็ม

ชาวโรมัน ใช้ถ่านผสมผงเปลือกไม้ และเติมสารเพิ่มกลิ่นหอมลงไป แค่นี้ก็ได้ยาสีฟันมาทำความสะอาดช่องปากแล้ว

แต่ชาวโรมันเมื่อประมาณ 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช บ้วนปาก และแปรงฟันด้วยปัสสาวะ โดยขุนนางสมัยนั้นเชื่อว่าการแปรงฟันด้วยปัสสาวะทำให้ฟันขาว และเหงือกแข็งแรง ปัสสาวะที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือปัสสาวะของชาวโปรตุเกส เพราะว่ากันว่ามีความเข้มข้นสูง

มาดูยาสีฟันเก่า ประมาณก่อนปี ค.ศ 1954

มาดูยาสีฟันเก่า ประมาณก่อนปี ค.ศ 1954 ลักษณะเป็นกล่องสังกะสีกลมๆ ข้างในเปิดออกมาจะเจอก้อนกลมๆ ห่อหุ้มด้วยกระดาษไว้ เวลาใช้ให้นำแปรงสีฟันชุบน้ำ แล้วก็ถูลงบนก้อนยาสีฟัน แล้วนำไปแปรงฟันได้เลย แปรงสีฟันในยุคนั้นจะทำจากกระดูกหมู และได้พัฒนามาเรื่อยๆ จนเป็นแปรงสีฟันด้ามพลาสติกที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้นั่นเองค่ะ

มาดูยาสีฟันเก่า ประมาณก่อนปี ค.ศ 1954

มาดูยาสีฟันเก่า ประมาณก่อนปี ค.ศ 1954

ยาสีฟันเก่า ประมาณก่อนปี ค.ศ 1954

ขอบคุณที่มา ข้อมูลหลักๆ จาก: thaidentalmag,oknation,mbookstore,amazon,flickr