16 เมืองประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก (มีกรุงศรีอยุธยาด้วยนะ)

Home / สาระความรู้ / 16 เมืองประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก (มีกรุงศรีอยุธยาด้วยนะ)

กรุงศรีอยุธยา ติด 1 ใน 16 เมืองประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก

เรื่องราวประวัติศาสตร์ต่อไปนี้ เป็นการจัดอันดับเมืองประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งการจัดอันดับจากเว็บไซต์ businessinsider.com (24 ม.ค. 2556 ที่ผ่านมา) ถูกอ้างอิงจากข้อมูลของนักประวัติศาสตร์ 3 ท่าน ได้แก่  Tertius Chandler, Gerald Fox และ George Modelski  และเป็นที่น่าดีใจที่กรุงศรีอยุธยาของไทยติดอันดับด้วย นอกจากนี้ยังมีบันทึกจากนักการทูตชาวตะวันตกได้บันทึกเอาไว้ด้วยว่ากรุงศรีอยุธยานั้น เป็นเมืองที่สวยงาม .. เราไปดูกันค่ะว่าเขาใช้เกณฑ์ใดในการตัดสิน และมีประเทศใดที่ติดอันดับอีกบ้าง

16 เมืองประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก

ทั้งนี้การตัดสินนั้นใช้เกณฑ์เมืองยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคสมัยที่นำมนุษย์เข้าสู่อีกยุคหนึ่ง ทั้งด้านวัฒนธรรม ศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมการค้า กสิกรรม ขนาดของป้อมปราการ การแจกจ่ายอาหาร ภัยพิบัติต่าง ๆ บางแห่งถูกเมืองอื่น ๆ แซงหน้าในด้านความใหญ่โตและจำนวนประชากร ขณะที่บางเมืองสิ้นสุดลงเพราะถูกทำลาย (ข้อมูลจาก: mthai.com)

ในบันทึกของนักประวัติศาสตร์ 3 ท่าน คือ Tertius Chandler, Gerald Fox และ George Modelski ได้ระบุไว้ว่า กรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองหลวงอาณาจักรสยามโบราณอยู่กว่า 400 ปี แต่ขึ้นนำหน้าทุกเมืองในโลกในปี ค.ศ.1700 (พ.ศ.2243) ประชากร 1,000,0000 คน เป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าจากสารพัดทิศ รวมทั้งชาวยุโรปด้วย แต่อยุธยาก็สิ้นสุดลงเป็นเถ้าถ่านด้วยน้ำมือของกองทัพพม่า

นักประวัติศาสตร์ได้พบว่า กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นเมืองใหญ่ ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ด้วยประชากรราว 1,000,000 คน ช่วง 400 ปีแห่งการเป็นราชธานีนั้น นักการทูตชาวตะวันตกที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีด้วยได้เคยบันทึกเอาไว้ว่า เป็นเมืองที่สวยงาม แต่น่าเสียดายที่ถูกพม่าโจมตี และเผาทำลายราบในปี ค.ศ.1767 (พ.ศ.2310)

สำหรับการจัดอันดับในครั้งนี้ กรุงศรีอยุธยาติดอันดับที่ 13 ของเมืองประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก  ไปดูกันเลยค่ะว่าอันดับอื่นๆ จะมีที่ไหนบ้าง

2

1.เจริโค (Jericho) “เมืองแห่งต้นปาล์ม” ตั้งอยู่ระหว่างทะเลแดงกับภูเขานีโบ (Mt Nebo) เป็นโอเอซิสใหญ่ที่สุด มีประชากร 2,000 คน

3

2.อูรุค (Uruk) เป็นเมืองหลวงของแคว้นกิลกาเมช (Gilgamesh) ตั้งอยู่อยู่ใกล้แม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates River) เป็นศูนย์กลางการเกษตร และการค้า มีประชากร 4,000 คน

4

3.มาริ (Mari) เมืองหลวงแคว้นเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ล่มสลายลงใน 1759 ก่อนคริสตกาล มีการค้นพบจารึกภาษาสุเมเรียน 25,000 ชิ้น ในค.ศ. 1930 ส่วนใหญ่เป็นบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเมือง และเศรษฐกิจ มีประชากร 50,000 คน

5

4.อูร์ (Ur) เป็นเมืองท่าสำคัญในอ่าวเปอร์เซียในยุค 2100  ค้าขายกับทั่วโลก ราว 500 ก่อนคริสตกาล ถูกทิ้งร้างไว้เพราะเกิดภัยแล้ง ต่อมา ขุดค้นในทศวรรษ 1850 พบซากมนุษย์จำนวนมาก จึงเรียกกันว่า เป็น “เมืองแห่งคนตาย” (City of the Dead) หรือนีโครโพลิส (Necropolis) มีประชากร 100,000 คน

6


5.หยินซู (Yinxu)
เติบโตจากหมู่บ้านเล็กๆ ในอาณาจักรจีนโบราณ รุ่งเรืองในช่วง 1300 ก่อนคริสกาล มีประชากรราวๆ  120,000 คน  เป็นแหล่งที่ค้นพบจารึกบนกระดูกสัตว์ที่เรียกว่า ออราเคิลโบน (Oracle Bone) จำนวนมาก เขียนด้วยอักษรจีนโบราณ เมืองทรุดโทรมลงและถูกทอดทิ้งในสมัยราชวงศ์โจว มีประชากร 120,000 คน

7

6.บาบีลอน (Babylon) ศูนย์กลางความร่ำรวยแห่งยุคสมัย รุ่งเรืองสุดๆ ในช่วง 700 ก่อนคริสตกาล มีประชากร 100,000 คน

8

7.คาร์เถจ (Carthage) รุ่งเรืองโดดเด่นในปี 300 ก่อนคริสตกาล มีประชากร 100,000 คน ได้ชื่อเป็นเมืองยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ก่อนที่จะถูกกองทัพโรมันที่เหนือกว่าเข้าโจมตี และเผาจนวายวอด และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อ 146 ปีก่อนคริสตกาล

9

8.โรม (Rome) ยิ่งใหญ่ที่สุดในปี ค.ศ.200 ประชากร 1,200,000 คน เลี้ยงดูชาวเมืองด้วยอาหารจากยุโรป และรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

10

9.คอนสแตนนิโนเปิล (Constantinople) เจริญสุดขีดในปี ค.ศ.600 มีประชากร 600,000 คน เป็นศูนย์กลางการค้าขาย อาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาล

11

10.แบกแดด (Bagdad) ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในปี ค.ศ.900 มีประชากร 900,000 คน ได้ชื่อเป็นศูนย์กลางของยุคทองแห่งศาสนาอิสลาม

12

11.ไคเฟิง (Kaifeng) เป็นเมืองใหญ่มากใน ค.ศ.1200 ประชากร มี1,000,000 คน ตัวเมืองป้องกันแน่นหนาด้วยกำแพงถึง 3 ชั้น

13

12.ปักกิ่ง (Běijīng) โดดเด่นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1500 มีประชากร 1,00,000 คน ใหญ่โตที่สุดในยุค แต่แพ้ภัยตัวเองเพราะไม่สามารถเลี้ยงดูประชากรที่มากมายได้

14

รูปจาก:www.school.net.th

13.กรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองหลวงอาณาจักรสยามโบราณอยู่กว่า 400 ปี แต่ขึ้นนำหน้าทุกเมืองในโลกในปี ค.ศ.1700 (พ.ศ.2243) มีประชากร 1,000,0000 คน เป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าจากสารพัดทิศ รวมทั้งชาวยุโรปด้วย แต่อยุธยาก็สิ้นสุดลงเป็นเถ้าถ่านด้วยน้ำมือของกองทัพพม่า

15

14.ลอนดอน (London) ใหญ่โตที่สุดในต้นศตวรรษที่ 19 หรือปี ค.ศ.1825มี ประชากร 1,335,000 คน ที่อยู่กันแออัดจนเกือบจะทุกย่านของเมืองหลวงมีสภาพเป็นสลัม อาชญากรรมลามเมือง

16

15.นิวยอร์ก (New York) ในปี 1925 มีประชากรถึง 7,774,000 คน เป็นมหานครที่มองสู่อนาคตอย่างแท้จริง เป็นแห่งแรกของโลกที่สร้างตึกระฟ้า

17

16.โตเกียว (Tokyo) ใน 1968 (พ.ศ.2511) เมืองหลวงของญี่ปุ่น มีประชากรถึง 20,500,000 คน (เยอะมาก เลย) แต่เศรษฐกิจของประเทศรุ่งเรืองสุดขีด ระหว่างปี 1953-1990

ทำไม..? กรุงศรีอยุธยาถึงติดอันดับ 16 เมืองประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก

“กรุงศรีอยุธยา” เป็นอาณาจักรของชนชาติไทยในอดีตตั้งแต่ พ.ศ. 1893 ถึง 2310 มีกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวง อาณาจักรอยุธยาในอดีตนับว่าเจริญรุ่งเรืองจนอาจถือได้ว่าเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองมั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคสุวรรณภูมิ ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ จนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น เปอร์เซียรวมทั้งชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส สเปน ดัตช์ (ฮอลันดา) และฝรั่งเศส เคยมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล โดยมีประเทศราชแผ่ขยายไปจนถึงรัฐฉานของพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนาน และมณฑลชานซี อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรขอม และคาบสมุทรมลายูในปัจจุบัน

กรุงศรีอยุธยาเป็นเกาะซึ่งมีแม่น้ำสามสายล้อมรอบ ได้แก่ แม่น้ำป่าสักทางทิศเหนือ, แม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกและทิศใต้ และแม่น้ำลพบุรีทางทิศตะวันออก เดิมทีบริเวณนี้ไม่ได้มีสภาพเป็นเกาะ แต่สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงดำริให้ขุดคูเชื่อมแม่น้ำทั้งสามสาย เพื่อให้เป็นปราการธรรมชาติป้องกันข้าศึก ที่ตั้งกรุงศรีอยุธยายังอยู่ห่างจากอ่ายไทยไม่มากนัก ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับชาวต่างประเทศ

มีการประเมินว่า ราว พ.ศ. 2143 กรุงศรีอยุธยามีประชากรประมาณ 300,000 คน และอาจสูงถึง 1,000,000 คน ราว พ.ศ. 2243 ทำให้เป็นหนึ่งในนครใหญ่ที่สุดของโลกขณะนั้น บางครั้งมีผู้เรียกกรุงศรีอยุธยาว่า “เวนิสแห่งตะวันออก”

ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ที่เคยเป็นเมืองหลวงของไทยนั้น คือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันถูกตั้งขึ้นใหม่ห่างจากกรุงเก่าไปไม่กี่กิโลเมตร

ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊กเพจ: Silpakorn University,www.AEC News.com