อดีต นศ. ม.ปารีส อิสเซ ซะงะวะ มนุษย์กินคน ที่รอดพ้นจากกฎหมาย

เรื่องราวน่าสยดสยองของมนุษย์กินคน อิสเซ ซะงะวะ (Issei Sagawa) ในช่วงเวลาที่เป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยปารีส เขาคือฆาตรกร ที่กินเนื้อของเพื่อนตนเอง แต่ทว่าด้วยอิทธิพลของผู้เป็นพ่อ หลาย ๆ คนมองว่า กฎหมายไม่ได้ลงโทษเขาสาสมเท่าที่ควร มิหนำซ้ำเขายังกลายเป็นบุคคลทำผิดที่มีชื่อเสียง มีรายการต่าง ๆ ติดต่อขอสัมภาษณ์มากมาย มีภาพยนตร์ติดต่อให้เขาไปร่วมแสดง อาจจะดูเหมือนชีวิตเขาดีทำผิดแต่ไม่ได้รับโทษ แต่ในความเป็นจริง ชีวิตหลังจากฆ่าคนและออกจากคุกมานั้นทั้งเขาและครอบครัวก็ได้รับผลกระทบอยู่ไม่น้อย แต่สาเหตุที่ว่าทำไมเขาถึงไม่ได้รับโทษ และอะไรคือเหตุจูงใจให้เขาฆ่า และกินเนื้อเพื่อนของตนเอง ลองไปอ่านเรื่องราวของเขากันค่ะ

หลอกมาคุยวรรณกรรมที่บ้าน แล้วกินเนื้อเธอ

ประวัติ อิสเซ ซะงะวะ ลูกคนรวย เรียน ม.ปารีส มหาลัยมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ

อิสเซ ซะงะวะ เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2492 เป็นชายชาวญี่ปุ่นเกิดในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย อยู่ที่เมืองโคเบะ จังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น ครอบครัวของเขาได้ส่งไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยปารีส (Université de Paris) หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ วิทยาลัยซอร์บอน (Sorbonne Academy) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอย่างมากในระดับนานาชาติเกี่ยวกับผลงานทางวิชาการในสาขามนุษยศาสตร์ นับตั้งแต่ยุคกลาง โดยเฉพาะสาขาเทววิทยาและปรัชญา

และยังเป็นมหาวิทยาลัยมีมาตรฐานทางวิชาการที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ริเริ่มการสอนระดับดุษฎีบัณฑิต การแบ่งนักศึกษาตามชาติ มีพระสันตะปาปา นักวิทยาศาสตร์ ปัญญาชน และชนชั้นเจ้าจำนวนมากศึกษาที่เข้าศึกษา

หลอกเพื่อนสาว (ที่แอบรัก) มาคุยเรื่องแปลบทกลอนแล้วยิงจนตาย

เหตุการณ์การฆาตกรรมได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2524 โดย ซะงะวะ ในขณะอายุ 32 ปี และกำลังเป็นนักศึกษาคณะวรรณกรรมเปรียบเทียบ อยู่ที่วิทยาลัยซอร์บอน (Sorbonne Academy) ณ กรุงปารีส เขาได้ชวนเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน เรเน ฮาร์ตเวลต์ มารับประทานอาหารเย็นที่ห้องของเขาในซอยเอร์ล็องแฌร์ 10 (Rue Erlanger 10) โดยอ้างว่าจะชวนมาพูดคุยกันเรื่องแปลบทกลอนภาษาเยอรมันที่จะใช้ในห้องเรียน

เมื่อเหยื่อมาถึง ซะงะวะได้ขอให้เธออ่านบทกลอนดังกล่าวให้ฟัง จากนั้นเมื่อเหยื่อยเผลอเขาก็ได้หยิบปืนไรเฟิลยิงเข้าที่สันคอของเธอ ขณะที่เธอนั่งหันหลังให้ จนเธอถึงแก่ความตาย

สำหรับ เรเน เธอเป็น หญิงสาวชาวดัทช์ อายุ 25 ปี รูปร่างสูงโปร่ง 178 ซม. เธอไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจซะงะวะเหมือนกับคนอื่น ๆ อีกทั้งยังมอบความเป็นเพื่อน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านวรรณกรรมอย่างถูกคอ จึงทำให้ซะงะวะเกิดความหลงใหลและหาทางที่จะอยู่ใกล้ชิด ด้วยการเรเนมาสอนภาษาพร้อมให้ค่าตอบแทนที่สูง และชวนเรเน่ไปทำกิจกรรมด้วยกัน เช่น ดูคอนเสิร์ต งานนิทรรศการ

ขั้นตอนการฆ่า เนื้อมนุษย์ดังเนื้อปลาทูน่า “นุ่ม” และ “ไม่เหม็นคาว”

นี่คือคำสารภาพหลังจากที่ ซะงะวะ โดนจับได้ เขาเผยว่า พอรู้ตัวว่ายิง เรเน ฮาร์ตเวลต์ ก็รู้สึกตกใจจนถึงกับสิ้นสติและล้มลง แต่พอรู้สึกตัวเมื่อตื่นขึ้นก็เข้าใจว่า ตนเองกำลังดำเนินการตามความอยากกินเนื้อของผู้ตายอยู่ นอกจากนี้เขายังร่วมประเวณี (หรือร่วมเพศ) กับศพของผู้ตายจนสำเร็จความใคร่ด้วย จากนั้นได้ใช้ฟันขบเคี้ยวไปที่สะโพกของศพ เพราะต้องการจะบริโภคเนื้อผู้ตายแบบสด ๆ

แต่ก็ต้องพบว่าการจะกินแบบสด ๆ นั้นทำไม่ได้ จึงได้ออกไปซื้อมีดมาแล่ศพ เขาเริ่มจากส่วนสะโพกและน่อง โดยใช้เวลาอยู่สองวันในการกินอวัยวะหลาย ๆ ส่วนของศพ เขาได้พรรณนาถึงรสชาติไว้ว่า เนื้อมนุษย์เป็นดังเนื้อปลาทูนาที่ “นุ่ม” และ “ไม่เหม็นคาว” หลังจากอิ่มเอมกับศพที่เขาแร่ ชิ้นส่วนศพที่เหลือเขาก็มำการชำแหละออกมาเป็นชิ้น ๆ เพื่อเตรียมนำไปทิ้งในทะเลสาบที่ไกล ๆ เพื่อไม่ให้ใครมาจับได้ว่าเขาคือฆาตรกร แต่ดันมีผู้มาพบเห็นเขาเสียก่อน และได้ไปแจ้งร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจจึงเข้าจับกุม ซะงะวะ พร้อมยึดของกลางเป็นชิ้นส่วนร่างกายของผู้ตายที่แช่อยู่ในตู้เย็น

สาเหตุในการฆ่า หลงรัก และอยากดูดซับพลังงานในสิ่งที่ตัวเองไม่มี

จะว่าอาจจะเป็นเพราะเขามีปมด้อยในใจเกี่ยวกับเรื่องรูปลักษณ์ และรูปร่างของตัวเองก็ไม่ผิดนัก เพราะซะงะวะเผยว่า ตนเองเป็น “ผู้ชายอ่อนแอ รูปทราม หน้าตาไม่ได้หล่อดูดี และมีรูปร่างเล็ก” (เขาเป็นผู้ชายที่สูง 150 ซม.) สาเหตุที่เลือก เรเน ฮาร์ตเวลต์ เป็นเหยื่อ เพราะเขาหลงรัก และเห็นว่าเหยื่อมีสุขภาพดี มีรูปร่างที่ดี หน้าตาสวยงามน่ารัก ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ซะงะวะนั้นไม่มีอยู่ในตนเอง ถ้าเขาได้กินเนื้อของเธอก็คิดว่าน่าจะได้ “ดูดซับพลังงานของเธอ” มาด้วย

ครอบครัวจัดทนายความชั้นหนึ่งมาว่าความให้ – ได้รับอิสรภาพ

ซะงะวะถูกขังไว้ 2 ปีจึงถูกเรียกไต่สวน ระหว่างนั้นครอบครัวของเขาได้จัดหาทนายความชั้นหนึ่งมาว่าความให้ลูกชาย (โดยให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย โดยควบคุมไว้ในโรงพยาบาลคนโรคจิต เพราะวินิจฉัยว่า วิกลจริตถึงขนาดที่ไม่สามารถสู้คดีได้) ตุลาการฌอง-ลุย บรูฌวีแยร์ (Jean-Louis Bruguière) จึงพิจารณาความแล้วให้เห็นว่า เขาวิกลจริตถึงขนาดที่ไม่สามารถสู้คดีได้ จึงสั่งให้ควบคุมตัวเขาไว้บำบัดในโรงพยาบาลโรคจิตโดยไม่มีกำหนด

ระหว่างนั้น อินุฮิโกะ โยะโมะตะ นักเขียนชาวญี่ปุ่น เข้าเยี่ยมเขาและสัมภาษณ์เรื่องการฆ่าเพื่อน และได้เขียนเป็นหนังสือชื่อ อินเดอะฟ็อก (In the Fog; “ในฝรั่งเศส”) ออกเผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาประเทศฝรั่งเศสได้ส่งเขากลับไปบำบัดต่อที่ประเทศบ้านเกิด โดยโรงพยาบาลมะสึซะวะ (Matsuzawa Hospital) รับควบคุมเขาต่อ บรรดานักจิตวิทยาตรวจแล้วเห็นพ้องต้องกันว่า เขาไม่ได้วิกลจริต แต่มีกมลสันดานชั่ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับไปยังบ้านเกิดที่ญี่ปุ่น ฝ่ายบ้านเมืองญี่ปุ่นไม่สามารถดำเนินคดีต่อกับเขาได้ เพราะศาลฝรั่งเศสบอกปัดไม่ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ โดยให้เหตุผลว่า คดีสิ้นสุดลงแล้วในประเทศฝรั่งเศส เพราะฉะนั้น ซะงะวะ จึงแจ้งออกจากโรงพยาบาลเองเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2529 และได้รับอิสรภาพนับแต่นั้น มีผู้กังขา และวิพากษ์วิจารณ์การปล่อยเขาเป็นอิสระเป็นอันมาก

ชีวิตหลังจากได้อิสระภาพของ ซะงะวะ

– พ่อของ ซะงะวะ ที่เป็นผู้บริหารบริษัทแสดงความรับผิดชอบที่ลูกชายได้ก่อคดีอื้อฉาวจนทำให้ประเทศเสียชื่อเสียงด้วยการลาออกจากบริษัท และกินเงินบำนาญเพียงอย่างเดียว ส่วนแม่ของเขารับไม่ได้กับเหตุการณ์นี้จึงไม่แยแสลูกและทำเหมือนว่า ซะงะวะ ไม่มีตัวตนในชีวิต

– ทำให้ ซะงะวะ ต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเอง เริ่มด้วยส่งเอกสารสมัครงานไปหลาย ๆ ที่ ส่วนใหญ่ไม่มีที่ไหนสนใจ หรือในบางที่มีสนใจในทักษะภาษาฝรั่งเศสของเขา แต่พนักงานในบริษัทก็ไม่ยินดีที่จะร่วมงานถึงขั้นขู่บริษัทเลยว่าถ้ารับเขาจะลาออกกันยกบริษัท สรุปเป็นช่วงที่เขาว่างงานไม่มีอะไรทำ จนคิดหาหนทางอื่น ๆ ในการเลี้ยงชีพนอกจากสมัครงาน

ใช้ความรู้ด้านวรรณกรรมเขียนหนังสือขาย-ได้รับความนิยมในฐานะตัวประหลาด

เนื่องจาก ซะงะวะ เคยศึกษาที่มหาลัยปารีสเกี่ยวกับด้านวรรณกรรม เขาจึงใช้ความรู้ด้านนั้นมาเขียนหนังสือขาย จากนั้นก็เริ่มมีรายการต่าง ๆ เชิญเขาให้ไปออกทีวี แต่เนื้อหารายการนั้น เหมือนจ้างเขามาเป็นตัวตลก อาทิ ให้กินเครื่องในดิบสด ๆ แก้ผ้าโชว์ เป็นต้น เขายอมรับว่าต้องทนกล้ำกลืนทำเป็นสนุก เพราะว่าถ้าไม่ทำก็ไม่มีเงินใช้

นอกจากงานโชว์ในรายการทีวี ยังมีผู้กำกับหนังชวนให้ไปแสดง โดยให้ค่าตัวค่อนข้างมากพอ ๆ กับนางเอกตัวท็อปในสมัยนั้น โดยเขาตกลงรับเล่น โดยที่ตัวนางเอกที่ร่วมแสดงไม่รู้เลยว่าจะมีเขาเป็นพระเอก เมื่อถึงวันถ่ายทำนางเอกที่ร่วมงานกับเขาต้องไปทำด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน หนังของเขาก็ได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย (แต่ในกลุ่มคนที่มีรสนิยมชอบดูของแปลกเท่านั้น)

นอกจากนี้ยังมีหนังสือหลายเล่มเขียนถึงการฆาตกรรมของเขา มีภาพยนตร์จำนวนหนึ่งได้รับบันดาลใจจากเรื่องราวของเขาด้วย เช่น ภาพยนตร์สั้นเรื่อง อดอเรชัน (Adoration) ภาพยนตร์สารคดีชื่อ แคนนิบัลซูเปอร์สตาร์ (Cannibal Superstar) และภาพยนตร์สารคดีชื่อ วีบีเอสมีตส์: อิสเซซะงะวะ (VBS Meets: Issei Sagawa)

หนังสือ SHONEN A โดย ซะงะวะ

ซะงะวะเองได้แสดงเป็นตัวละครที่เรียก “ถ้ำมองวิปริต” (sadosexual voyeur) ในภาพยนตร์แนวฉวยโอกาสชื่อ อุวะกิซุมะชิโจะกุเซะเมะ แปลว่า “เมียไม่ซื่อต้องทรมานให้อาย” ซะงะวะยังได้เขียนหนังสือชื่อ โชเน็งเอ (Shōnen A) แปลว่า “เด็กชายเอ” เพื่อวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เซโตะ ซะกะกิบะระ (Seito Sakakibara) เด็กชายวัยสิบสี่ปีซึ่งเอกสารราชการเรียกโดยใช้นามสมมุติว่า “เด็กชายเอ” ฆ่าตัดศีรษะและทำร้ายเด็กคนอื่นหลายคนต่อเนื่องกัน ในเมืองโคเบะเมื่อปี 2540

คนในตระกูลไม่ยอมรับ / ขายสมบัติเก่าเพื่อประทังชีวิต

ถึงแม้จะมีผลงานการแสดงออกมา ได้ไปออกรายการโชว์ แต่ก็เป็นช่วงเวลาเพียงไม่นาน เขาก็ต้องกลับมาว่างงาน และไม่มีเงินใช้อีกครั้ง เขาจึงต้องขายสมบัติเก่าของพ่อที่เคยให้มา ดื้นรนถึงขนาดขโมยเครื่องดนตรีน้องไปขาย หนักสุดถึงขั้นไปกู้เงินจากยากูซ่าจนเป็นหนี้มากมาย จากนั้นบ้านก็ถูกยึด เขาจึงต้องย้ายเข้าไปอยู่ในแฟลตที่รัฐบาลจัดสรรให้ และอยู่ได้ด้วยเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล และมีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากการที่คนนำเรื่องของเขาไปทำสารคดี นอกจากนี้ยังมีนักพูดนักวิจารณ์เข้าเยี่ยม และสนทนากับเขาอยู่เรื่อย ๆ เขายังเขียนบทความวิจารณ์ร้านอาหารลงนิตยสาร สปา (Spa) ด้วย

ต่อมาในปี 2548 พ่อของอิเซได้เสียชีวิตลง และอีกไม่กี่วันต่อมาแม่ของเขาก็ได้ฆ่าตัวตายตามไป ว่ากันว่าแม่ของเขามีอาการทางประสาทอยู่ก่อนแล้วด้วย หลังจากที่รู้เรื่องว่าลูกชายทำก่อคดีสุดอื้อฉาว อิเซถูกห้ามไม่ให้ไปร่วมงานศพพ่อและแม่ของตนเอง ด้วยเหตุผลที่ว่าอับอายที่มีคนเช่นนี้อยู่ในตระกูล

ที่มาจาก: spokedarkpantipIssei Sagawanypost

บทความแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง