คำเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เกร็ดความรู้ ความหมายของ คำเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

หน้าแรก / เกร็ดความรู้ ความหมายของ คำเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับคำที่ใช้ในหมวด พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่แสดงถึงความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ การอ่านความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์นั้นก็เพื่อที่จะให้ทุกคนได้เข้าใจถึงความหมายอย่างถูกต้อง

คำเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ก่อนอื่นมารู้ถึงความสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกันก่อนค่ะ ….

ความสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

หนังสือจดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงความสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไว้ว่า “…ถือเปนตำรามาแต่โบราณว่า พระมหากระษัตริย์ซึ่งเสด็จผ่านพิภพ ต้องทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก่อน จึงจะเปนพระราชาธิบดีโดยสมบูรณ์ ถ้ายังมิได้ทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอยู่ตราบใด ถึงจะทรงรับรัชทายาท เมื่อเสด็จเข้าไปประทับอยู่ในพระราชวังหลวง ก็เสด็จอยู่เพียงณที่พักแห่งหนึ่ง พระนามที่ขานก็คงใช้พระนามเดิม เปนแต่เพิ่มคำว่า “ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” เข้าข้างท้ายพระนาม แลคำรับสั่งก็ยังไม่ใช้พระราชโองการ จนกว่าจะได้สรงมุรธาภิเษก ทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระบรมราชนามาภิธัย กับทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] จากพระมหาราชครูพราหมณ์ผู้ทำพิธีราชาภิเษกแล้ว
จึงเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมณเฑียร ครอบครองสิริราชสมบัติสมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศแห่งพระราชามหากระษัตริย์แต่นั้นไป…”

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่แสดงถึงความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ ในพระราชพงศาวดารไม่ได้กล่าวว่ามีลักษณะอย่างไรในสมัยรัตนโกสินทร์เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ โปรดให้ตั้งการพระราชพิธีอย่างสังเขปเรียกว่า “พระราชพิธีปราบดาภิเษก” ต่อมาโปรดให้ข้าราชการที่รับราชการมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาสอบสวนแบบแผน
การพระราชพิธีครั้งกรุงศรีอยุธยาได้สมบูรณ์แล้ว จึงโปรดให้ตั้งการพระราชพิธีอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ๒๓๒๘ เรียกว่า “พระราชพิธีราชาภิเษก” ความสำคัญของพระราชพิธีอยู่ที่ทรงรับน้ำอภิเษกที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] เพื่อแสดงความเป็นใหญ่ในทิศทั้ง ๘ และได้ยึดถือพระราชพิธีครั้งนั้นเป็นแบบแผนต่อมา ถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เรียกพระราชพิธีราชาภิเษกนี้ว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก”

อภิเษก

คำว่า อภิเษก มาจากคำภาษาสันสกฤต แปลว่า การรดอันยิ่ง ใช้หมายถึงแต่งตั้งโดยการทำพิธีรดน้ำ มีปรากฏในจารึกสมัยสุโขทัย ดังมีปรากฏในจารึกวัดศรีชุมมีข้อความว่า “…พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเษกพ่อขุนบางกลาวหาว ให้เมืองสุโขทัย ให้ทั้งชื่อตนแก่พระสหายเรียกชื่อศรีอินทรบดินทราทิตย์ [สี-อิน-ทฺระ-บอ-ดิน-ทฺรา-ทิด]” การอภิเษกมีได้หลายกรณี นอกจากการอภิเษกให้ขึ้นครองเมืองแล้ว ยังมีกรณีอื่น ๆ อีก เช่น ในไตรภูมิพระร่วง มีเรื่องเล่าถึงเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อโชติกเศรษฐี [โช-ติ-กะ-เสด-ถี] มีสมบัติมากมาย เป็นต้นว่า มีปราสาท ๗ ชั้น ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ มีกำแพงแก้วล้อมบ้าน ๗ ชั้น มีต้นกัลปพฤกษ์เรียงกันเป็นแถวระหว่างกำแพงแก้วทุกชั้น
และมีขุมทองที่มุมบ้านทั้ง ๔ มุม พระเจ้าพิมพิสารผู้เสวยราชย์ในเมืองราชคฤห์ [ราด-ชะ-คฺรึ] จึงทรงอภิเษก คือทรงแต่งตั้งให้เป็นมหาเศรษฐี ดังมีข้อความว่า “พระญานั้น ธ จึงให้เอาเศวตฉัตรมาอภิเษกมหาเศรษฐี” คำว่า อภิเษก ใช้ประกอบกับคำอื่นได้คำสมาสหลายคำ เช่น ราชาภิเษก มุรธาภิเษก ปราบดาภิเษก

ราชาภิเษก

มาจากคำว่า ราช [รา-ชะ] กับ อภิเษก หมายถึงพระราชพิธีในการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ตำราราชาภิเษกที่มีมาแต่โบราณกล่าวไว้ว่า ราชาภิเษกมีลักษณะ ๕ ประการ คือ ๑. มงคลอินทราภิเษก [มง-คน-อิน-ทฺรา-พิ-เสก] ๒. มงคลโภคาภิเษก [มง-คน-โพ-คา-พิ-เสก] ๓. มงคลปราบดาภิเษก ๔. มงคลราชาภิเษก และ ๕. มงคลอุภิเษก [มง-คน-อุ-พิ-เสก] เรียกว่า ปัญจราชาภิเษก [ปัน-จะ-รา-ชา-พิ-เสก]  ในประเทศไทยเรา คำที่ได้ยินเสมอ ๆ คือ ราชาภิเษกและปราบดาภิเษก เช่น ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา มีข้อความเล่าถึงแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ ตอนหนึ่งว่า “มีพระราชโองการตรัสสั่งพระมหาราชครูพระครูบุริโสดมพรหมพฤฒาจารย์ [บุ-ริ-โส-ดม-พฺรม-พฺรึด-ทา-จาน] ให้จัดแจงการพระราชพิธีราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร” และเล่าถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ตอนหนึ่งว่า “ถึงวันศุภวารดิถีพิชัยมงคลมหามหุติฤกษ์ [สุบ-พะ-วา-ระ-ดิ-ถี-พิ-ไช-มะ-หา-มะ-หุ-ติ-เริก] จึงกระทำการพิธีปราบดาภิเษก”

มุรธาภิเษก

ประกอบด้วยคำว่า มุรธ [มู-ระ-ทะ] ซึ่งหมายถึงหัวหรือยอด กับคำว่า อภิเษก มุรธาภิเษก จึงใช้หมายถึงการรดน้ำอันศักดิ์สิทธิ์เหนือศีรษะ และหมายถึงน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนตร์ [เทบ-พะ-มน] สำหรับถวายพระมหากษัตริย์เพื่อสรงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกหรือพระราชพิธีอื่น ๆ

ตามหนังสือประเพณีวังและเจ้า ของ หม่อมราชวงศ์เทวาธิราช ป. มาลากุล [เท-วา-ทิ-ราด ปอ มา-ลา-กุน] เมื่อจะทำน้ำพระมุรธาภิเษก เจ้าพนักงานตั้งพระพุทธรูปเป็นประธานพร้อมด้วยโต๊ะหมู่เป็นแท่นที่บูชาและตั้งภาชนะสำหรับใส่น้ำพระมุรธาภิเษกมีพานแว่นฟ้ารองรับ ภาชนะดังกล่าวเรียกว่า พระครอบมุรธาภิเษก ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ด้านนอกหุ้มทองลงยา พระครูปริตรไทย [พฺระ-คฺรู-ปะ-ริด-ไท] ๔ รูป และพระครูปริตรมอญ [พฺระ-คฺรู-ปะ-ริด-มอน] ๔ รูป เป็นผู้สวดพระปริตร [พฺระ-ปะ-ริด]

น้ำสรงพระมุรธาภิเษก

น้ำสรงพระมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ได้จากแหล่งน้ำสำคัญ ในสมัยอยุธยาใช้น้ำจากสระสำคัญ ๔ สระในแขวงเมืองสุพรรณบุรี สมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ เพิ่มน้ำจากแม่น้ำสำคัญของประเทศอีก ๕ สาย เรียกว่า “เบญจสุทธคงคา” [เบ็น-จะ-สุด-ทะ-คง-คา] ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] ครั้งที่ ๒ เพิ่มน้ำจากแม่น้ำ ๕ สายในประเทศอินเดีย ซึ่งเรียกว่า “ปัญจมหานที” ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ เมื่อมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก-สม-โพด] พ.ศ. ๒๔๕๔ เพิ่มน้ำที่ตักจากแม่น้ำและแหล่งน้ำอื่น ๆ ที่ตามมณฑลต่าง ๆ ถือว่าเป็นแหล่งสำคัญและเป็นสิริมงคล โดยทำพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ ณ พระมหาเจดียสถาน [พฺระ-มะ-หา-เจ-ดี-ยะ-สะ-ถาน] สำคัญ ๗ แห่ง และวัดสำคัญในมณฑลต่าง ๆ ๑๐ มณฑล ในรัชกาลที่ ๗ ทำพิธีเสกน้ำเพิ่มจากที่ทำในรัชกาลที่ ๖ อีกแห่งหนึ่ง คือที่พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ ล่วงมาถึงรัชกาลที่ ๙ ทำพิธีเสกน้ำ ๑๘ แห่งเท่าสมัยรัชกาลที่ ๗ แต่เปลี่ยนสถานที่จากเดิม ๒ แห่ง คือเปลี่ยนจากวัดมหาธาตุเมืองเพชรบูรณ์และพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ เป็นบึงพลาญชัย [บึง-พะ-ลาน-ไช] จังหวัดร้อยเอ็ด และพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน

เบญจสุทธคงคา

เบญจสุทธคงคา หมายถึง แม่น้ำที่บริสุทธิ์ ๕ สาย อนุโลมว่าเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับปัญจมหานทีในประเทศอินเดีย แม่น้ำ ๕ สายดังกล่าว ได้แก่ ๑. แม่น้ำบางปะกง ตักน้ำที่บึงพระอาจารย์ แขวงเมืองนครนายก ๒. แม่น้ำป่าสัก ตักน้ำที่ตำบลท่าราบ แขวงเมืองสระบุรี ๓. แม่น้ำเจ้าพระยา ตักน้ำที่ตำบลบางแก้ว แขวงเมืองอ่างทอง ๔. แม่น้ำราชบุรี ตักน้ำที่ตำบลดาวดึงส์ แขวงเมืองสมุทรสงคราม และ ๕. แม่น้ำเพชรบุรี ตักน้ำที่ตำบลท่าไชย แขวงเมืองเพชรบุรี น้ำจากเบญจสุทธคงคาเริ่มใช้ครั้งแรกในพระราชพิธีราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยเจือกับน้ำจากสระเกษ สระแก้ว สระคงคา สระยมนา [ยม-มะ-นา] ในแขวงเมืองสุพรรณบุรี ต่อมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้นำน้ำจากแหล่งน้ำสำคัญอื่น ๆ เจือน้ำจากเบญจสุทธคงคาด้วย

อินทราภิเษก

อินทราภิเษก [อิน-ทฺรา-พิ-เสก] แปลว่า แต่งตั้งผู้เป็นใหญ่โดยทำพิธีรดน้ำ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ อินทราภิเษกมีลักษณะพิเศษ ๓ ประการ คือ

๑. พระอินทร์นำเอาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] มาถวาย เมื่อจะได้ราชสมบัติ

๒. เสี่ยงราชรถมาจดฝ่าพระบาท

๓. เหาะเอาฉัตรทิพย์มากางกั้น

นอกจากนั้น การที่พระเจ้าแผ่นดินทำพิธีราชาภิเษกอีกครั้งหนึ่งเมื่อปราบพระเจ้าแผ่นดินอื่นให้อยู่ในอำนาจได้มากก็เรียกว่า อินทราภิเษก คือ ทำพิธีแสดงว่าพระองค์เป็นใหญ่เหนือพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย
ในกฎมณเฑียรบาล กล่าวถึงพระราชพิธีอินทราภิเษกว่า มีการตั้งเขาพระสุเมรุชักนาคดึกดำบรรพ์ [เขา-พฺระ-สุ-เมน-ชัก-นาก-ดึก-ดำ-บัน] สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ [สม-เด็ด-พฺระ-มะ-หา-จัก-กฺระ-พัด] เคยมีพระราชพิธีอินทราภิเษก สมัยรัตนโกสินทร์ไม่เคยมีพระราชพิธีอินทราภิเษก มีแต่ฉากเขียนลายรดน้ำภาพพระราชพิธีอินทราภิเษก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างขึ้น อยู่ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ปัญจมหานที

ปัญจมหานที แปลว่า แม่น้ำอันยิ่งใหญ่ ๕ สาย ได้แก่ แม่น้ำ ๕ สายในชมพูทวีป คือ แม่น้ำคงคา ยมนา, มหี, อจิรวดี และสรภู เชื่อกันว่าแม่น้ำทั้งห้านี้ไหลมาจากเขาไกรลาสซึ่งเป็นที่สถิตของพระอิศวร น้ำจากแม่น้ำดังกล่าวจึงศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ในสมัยอยุธยาและธนบุรีไม่ปรากฏหลักฐานว่าใช้น้ำจากปัญจมหานทีในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในสมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๔ ใช้น้ำจากแหล่งน้ำสำคัญของประเทศไทยเท่านั้นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก น้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ก็มิได้ใช้น้ำจากปัญจมหานที อย่างไรก็ดี เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศอินเดียใน พ.ศ. ๒๔๑๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นำน้ำจากปัญจมหานทีมาด้วย ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ จึงมีน้ำปัญจมหานทีเจือในน้ำสรงมุรธาภิเษกด้วย

ภาณวาร

คำว่า “ภาณวาร” จึงแปลว่า คราวแห่งการสวด วาระแห่งการสวด ใช้เรียกข้อความในคัมภีร์ต่าง ๆ เช่น ในพระสูตรสำหรับสาธยายเป็นคราว ๆ กำหนดเป็นตอน ๆ เรียกรวมว่า จตุภาณวาร [จะ-ตุ-พาน-นะ-วาน] คือ มี ๔ ภาณวาร มีการสวดภาณวารในพระราชพิธี เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี [เจ้า-พฺระ-ยา-ทิ-พา-กอ-ระ-วง-มะ-หา-โก-สา-ทิ-บอ-ดี] มีข้อความว่า “เสด็จขึ้นในพระมหามณเฑียรที่ห้องพระบรรทม ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการ แล้วสรวม [สวม] พระมหามงคล ซึ่งสอดด้วยสายสิญจน์สูตร ทรงสดับพระราชาคณะสงฆ์สมถะ ๕ รูป
สวดพระจัตุภาณวาร [จัด-ตุ-พาน-นะ-วาน] จบพระตำนานแล้ว ประโคมแตรสังข์ฆ้องไชยกังสดาลดุริยดนตรีมโหรีพิณพาทย์”

ใบสมิต

ใบสมิต เป็นใบไม้มงคลที่พราหมณ์จัดทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในโอกาสครบรอบนักษัตร เช่น ๕ รอบ ๖ รอบ ใบสมิตประกอบด้วยใบไม้ ๓ ชนิด คือ ใบมะม่วง ๒๕ ใบ แทนปัญจวีสมหภัย [ปัน-จะ-วี-สะ-มะ-หะ-ไพ] ๒๕ ประการ เป็นใบไม้ป้องกันภยันตราย [พะ-ยัน-ตะ-ราย] ใบทอง ๓๒ ใบ ทวดึงสกรรมกรณ [ทะ-วะ-ดึง-สะ-กำ-มะ-กะ-ระ-นะ] ๓๒ ประการ เป็นใบไม้ป้องกันอุปัทวันตราย [อุ-ปัด-ทะ-วัน-ตะ-ราย, อุบ-ปัด-ทะ-วัน-ตะ-ราย] และใบตะขบ ๙๖ ใบ แทนฉันวุติโรค [ฉัน-นะ-วุด-ติ-โรก] ๙๖ ประการ เป็นใบไม้ป้องกันโรคันตราย [โร-คัน-ตะ-ราย] พราหมณ์นำใบไม้แต่ละชนิดดังกล่าวมัดเป็นช่อแล้วหุ้มโคนช่อด้วยผ้าขาว ทำพิธีตามลัทธิของพราหมณ์ แล้วนำไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธี โดยประธานพราหมณ์ ถวายน้ำพระมหาสังข์ก่อน แล้วจึงถวายใบสมิต ทรงรับครั้งละช่อ แล้วใช้ปัดพระองค์จากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง ทั้ง ๓ ช่อ ช่อละ ๓ ครั้ง แล้วพระราชทานคืนแก่พราหมณ์นำกลับไปทำพิธีโหมกูณฑ์ [โหมฺ-กูน] คือพิธีบูชาไฟ ณ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสร็จแล้วนำเถ้าไปลอยน้ำเพื่อให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายไปกับสายน้ำ

ตั้งน้ำวงด้าย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเริ่มด้วยการ “ตั้งน้ำวงด้าย” รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๓ ซึ่งเป็นวันเริ่มงานพระราชพิธีไว้ว่า “การสวดมนตร์วันนี้เรียกว่า ‘ตั้งน้ำวงด้าย’” ตั้งน้ำคือตั้งภาชนะที่ใส่น้ำสำหรับพระราชพิธี วงด้ายคือวงสายสิญจน์รอบบริเวณพิธี จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๖ มีข้อความเกี่ยวกับการตั้งน้ำวงด้ายว่า “แลตั้งพระขันหยกมีเทียนทองสำหรับพระราชพิธี พระครอบพระกริ่ง พระมหาสังข์กับพระเต้าน้ำพระพุทธมนต์ต่าง ๆ … วงสายสิญจน์สะพานจากพระแท่นมณฑลแยกเลียบไปตามผนังเหนือลวดบัวทั้งสองด้าน … โยงสายสิญจน์จากสพานมาสำหรับพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ ในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย  พระที่นั่งไพศาลทักษิณแลพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน [จัก-กฺระ-พัด-พิ-มาน] ทุกสายที่สวดมนต์ แล้วต่อออกไปวงรอบพระมหามณเฑียรที่ทำพระราชพิธีทั้งสิ้น แลวงไปที่มณฑปพระกระยาสนาน แล้ววงต่อออกไปวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วย”

มณฑปพระกระยาสนาน

มณฑปพระกระยาสนาน หรือ พระมณฑปพระกระยาสนาน เป็นสถานที่สรงสนานสำหรับพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ลักษณะเป็นมณฑปหุ้มผ้าขาวแต่งด้วยเครื่องทองคำเพดาน ดาดผ้าขาว มีสหัสธารา สำหรับไขน้ำพระมุรธาภิเษกจากบนเพดานให้โปรยลงยังที่สรง ผูกพระวิสูตรขาวทั้ง ๔ ด้าน ภายในมณฑปตั้งตั่งอุทุมพรบนถาดทองรองน้ำสรง วันสรงพระมุรธาภิเษก ตั้งถาดสรงพระพักตร์ มีครอบมุรธาภิเษกสนาน และวางใบไม้นามวันกาลกิณีสำหรับทรงเหยียบบนฐานมณฑปตั้งราชวัติทรงเครื่องพื้นขาวลายทอง ตั้งฉัตร ๗ ชั้นทองแผ่ลวดพื้นโหมดทองเงินนาคทั้ง ๔ ด้าน ด้านละ ๓ องค์ มีบุษบกน้อยสำหรับประดิษฐานพระชัยนวโลหะทางทิศตะวันออก และประดิษฐานพระมหาพิฆเนศทางทิศตะวันตก ที่มุมฐานมณฑปทั้ง ๔ มุม ตั้งศาลจัตุโลกบาล สำหรับบูชาพระฤกษ์

เศวตพัสตร์

คำว่า เศวตพัสตร์ [สะ-เหฺวด-ตะ-พัด] แปลว่า ผ้าขาว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีขั้นตอนสำคัญตอนหนึ่งคือ สรงพระมุรธาภิเษก ซึ่งใช้น้ำที่ทำพิธีตักจากแหล่งน้ำสำคัญในราชอาณาจักรไทย แล้วทำพิธีเสกน้ำในพระอุโบสถของวัดที่ได้กำหนดไว้ แล้วจึงนำมาผสมกับน้ำเทพมนตร์ [น้ำ-เทบ-พะ-มน] ของคณะพราหมณ์ในการสรงพระมุรธาภิเษก พระมหากษัตริย์จะทรงฉลองพระองค์เศวตพัสตร์ ประทับเหนืออุทุมพรราชอาสน์ในมณฑปพระกระยาสนาน ฉลองพระองค์เศวตพัสตร์ลักษณะเป็นผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ๒ ผืน ผืนหนึ่งขนาดเล็กสำหรับทรงสะพักเฉียงพระอังสา อีกผืนหนึ่งขนาดใหญ่สำหรับทรงแบบจีบหน้านางผ้าทรงสะพักนำทองคำมารีดเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วตัดเป็นเส้นขนาดความกว้างประมาณ ๑ เซนติเมตร เย็บติดกับริมขอบผ้าทั้ง ๔ ด้านส่วนผ้าสำหรับทรง นำแผ่นทองคำขนาดเดียวกันกับที่ติดผ้าทรงสะพักมาเย็บติดขอบชายผ้าเฉพาะด้านล่างขนานกัน ๒ เส้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : phralan.in.th